ปีหน้ามาแน่.. WiGig เทคโนโลยีที่ช่วยเชื่อมต่ออุปกรณ์คอมทุกชนิดแบบไร้สาย !!
นับวันชีวิตเรายิ่งจะสะดวกสบายขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการเชื่อมต่อแบบต่างๆของอุปกรณ์ในชีวิตประจำวันที่ยิ่งเชื่อมต่อกันได้สะดวกมากขึ้น โดยหลักๆก็คือการเชื่อมต่อแบบไร้สายที่เรามักจะเห็นกันในอุปกรณ์ต่างๆรอบตัว แต่เราก็ยังเห็นอุปกรณ์มีสายที่ยังใช้งานอยู่มาก เนื่องด้วยบางอย่างก็จำเป็นต้องใช้จริงๆ เพราะ bandwidth ของการเชื่อมต่อแบบไร้สายนั้นไม่เพียงพอหรือไม่เสถียรพอที่จะใช้งาน แต่ไม่แน่ ในปีหน้าเราอาจจะได้เห็นการเชื่อมต่อแบบไร้สายกันมากขึ้นแล้ว เพราะจะเริ่มมีเทคโนโลยีใหม่ที่ชื่อว่า WiGig เข้ามาเคาะประตูบ้านเราแล้ว ซึ่งหน้าที่หลักๆของ WiGig ก็คือใช้เป็นตัวกลางในการเชื่อมต่ออุปกรณ์คอมของเรานั่นเอง![]()
โดยตัว WiGig นั้นมีชื่อเต็มว่า Wireless Gigabit ซึ่งชื่อก็บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าความเร็วของการเชื่อมต่อจะสูงถึงระดับ Gigabit ตัวคลื่นนั้นจะใช้ความถี่ที่สูงถึง 60 GHz ซึ่งทำให้คลื่นไม่สามารถทะลุผ่านกำแพงได้ และมีระยะทำการแค่ 10 เมตรเท่านั้น แต่ก็ช่วยให้ความเร็วในการโอนถ่านข้อมูลที่สูงมาก เนื่องด้วยระยะทำการที่ค่อนข้างสั้นนั้นเอง ทำให้มันไม่ได้ถูกสร้างมาแทนที่บรรดา WiFi ที่ความถี่ 2.4 GHz หรือ 5 GHz ที่เราใช้กันในปัจจุบัน
นอกจากนี้ตัว WiGig ยังมีความสามารถในการรับส่งข้อมูลได้หลายช่องทางและหลายอุปกรณ์พร้อมๆกัน นึกภาพการใช้งานง่ายๆก็คือสถานการณ์ที่คนสตรีม video ไปยัง projector 3 ตัวพร้อมๆกันก็ได้ครับ นั่นคือความสามารถของ WiGig ที่สามารถทำได้ ทั้งนี้ก็ต้องยกความดีความชอบให้กับ bandwidth ที่กว้างถึง 60 GHz โดยเอาเข้าจริงแล้ว มันจะถูกแบ่งไปให้อุปกรณ์ละ 2 GHz ทำให้เราสามารถต่อใช้งานอุปกรณ์ที่ทำงานอยู่ในเวลาเดียวกันได้ถึงกว่า 30 ชิ้นได้เลยทีเดียว (ตามทฤษฎีนะ)
![]()
ส่วนในเรื่องของการใช้งานนั้น คาดว่าเราน่าจะได้เห็นมันมาแทนที่ในหลายๆอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็น USB, HDMI, DisplayPort, PCI Express และรวมไปถึงบรรดาพอร์ตเชื่อมต่อมาตรฐานต่างๆ และการถ่ายโอนไฟล์ขนาดใหญ่ในระยะใกล้ๆ ก็สามารถทำได้เช่นกัน ดังในวิดีโอด้านล่างนี้ครับ
สถานการณ์ล่าสุดของ WiGig นั้นยังอยู่ในสถานะยังไม่ผ่านการรับรองครับ แต่คาดว่าก็คงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะถึงขั้นโปรโมตกันซะขนาดนี้แล้ว
ที่มา : ArsTechnica
WiFi 802.11ac กำลังจะมาเป็นมาตรฐานหลักของการเชื่อมต่อในปีหน้า
ก่อนหน้านี้เราได้เคยนำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับการเชื่อมต่อไร้สายมาตรฐานใหม่อย่าง 802.11ac กันไปแล้ว ซึ่งก็เป็นที่คาดการณ์กันว่าจะเริ่มมาให้เราได้เห็นกันในท้องตลาดในช่วงปลายปีนี้ เนื่องจากปัจจุบันยังอยู่ในระหว่างการทดสอบอยู่ ล่าสุดทางผู้บริหาร Broadcom ได้ออกมาเปิดเผยแล้วว่าตัวมาตรฐาน 802.11ac นี้จะเริ่มมาให้เราได้เห็นกันในตลาดก็ช่วงปีหน้า หรืออย่างช้าก็ในอีก 2 ปีข้างหน้าเลย โดยหลักๆก็คือจะมาแทนพวก 802.11b/g/n ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
![]()
ส่วนทาง Broadcom เองก็เตรียมปล่อยชิปรองรับการทำงานของ 802.11ac ของตนออกมาแล้ว ส่วนบรรดาอุปกรณ์เช่นพวก router ที่รองรับ 802.11ac ก็จะเริ่มมาในช่วงกลางปีนี้แล้ว นับว่าเป็นการเตรียมพร้อมเข้าสู่มาตรฐานใหม่กันล่วงหน้าระยะหนึ่งเลยทีเดียว นอกจากนี้บรรดา TV, Blu-ray Disc, Smartphone, Tablet ที่รองรับ 802.11ac ก็จะเริ่มเข้าสู่ตลาดในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ด้วย เตรียมนับถอยหลังกันได้เลยจ้า
ที่มา : Digitimes
802.11ac ว่าที่มาตรฐานใหม่แห่ง WiFi กำลังใกล้เข้ามาแล้ว
ในปัจจุบันการใช้ WiFi เรียกได้ว่าเป็นเรื่องปกติไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สังเกตได้จากปริมาณของอุปกรณ์ที่รองรับการเชื่อมต่อ WiFi และ WiFi Hotspot ที่มีให้ใช้งานมากมาย ซึ่งแน่นอนว่าการที่จะทำให้มันทำงานได้อย่างราบรื่นก็จะต้องมีมาตรฐานกลางในการกำหนดและควบคุมรูปแบบการทำงาน ดังในปัจจุบันจะมีมาตรฐานที่เป็นที่นิยมใช้กันทั่วไปอยู่ 2 ตัวด้วยกัน ได้แก่ 802.11g และ 802.11n แต่ในช่วงปีหน้าเราน่าจะได้เห็นข่าวของ WiFi มาตรฐานใหม่นามว่า 802.11ac กันมากขึ้นอย่างแน่นอน เพราะในขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการทดสอบ คาดว่าเราน่าจะได้เริ่มเห็นการใช้งานจริงก็ในช่วงปลายปีหน้านู่นเลย จะยังไงก็ตาม เรามาทำความรู้จักกับ 802.11ac กันแบบคร่าวๆก่อนแล้วกันนะครับ

802.11ac ถูกพัฒนาขึ้นมาโดยเน้นไปที่การเพิ่มประสิทธิภาพของการรับส่งคลื่น ทำให้ได้ผลลัพธ์คือความเร็วที่เพิ่มขึ้นจากเดิมมาก รวมไปถึงระยะที่ไกลขึ้นและสามารถทะลุผ่านสิ่งกีดขวางได้ดีขึ้น โดยคุณสมบัติของ 802.11ac ต่างจาก 802.11g และ 802.11n ดังในตารางด้านล่างนี้
| มาตรฐาน | ความถี่คลื่น | ความกว้างช่องสัญญาณ | ความเร็วสูงสุดที่ทำได้ | รองรับ MIMO |
| 802.11g | 2.4 GHz | 25 MHz | 54 Mb/s | ไม่รองรับ |
| 802.11n | 2.4 / 5 GHz | 40 MHz | 600 Mb/s | รองรับ (3) |
| 802.11ac | 5 GHz | 80 / 160 MHz | 6.93 Gb/s | รองรับ (8) |
จากในตารางก็จะเห็นได้ว่ามีการปรับความถี่คลื่นไปใช้ที่ 5 GHz กันหมด จากที่ในปัจจุบันยังมีอยู่ 2 ความถี่กันอยู่ และยังมีการเพิ่ม bandwidth ขึ้นมาเป็น 80 กับ 160 MHz อีก จึงช่วยให้ความเร็วในการรับส่งข้อมูลเพิ่มขึ้นมาก แต่ความเร็วสูงสุดที่อยู่ตารางนั้น จะต้องอยู่ในเงื่อนไขการใช้อุปกรณ์แบบสุดๆด้วยเช่นกัน นั่นคือตัว AP ส่งสัญญาณจะต้องมี 8 เสา และตัวรับสัญญาณจะต้องมี 2 เสาจำนวน 4 ชุดด้วยกัน จึงจะสามารถใช้งาน 802.11ac ได้ด้วยความเร็วเต็มที่ แต่กับการใช้งานของเราๆแบบทั่วไปน่าจะเป็นแบบตัว AP ส่งสัญญาณมี 2 เสา และตัวรับสัญญาณมี 2 เสาซะมากกว่า โดยความเร็วสูงสุดของ 802.11ac ที่จะสามารถใช้งานได้จะอยู่ที่
- 867 Mb/s สำหรับความถี่คลื่น 80 MHz
- 1.73 Gb/s สำหรับความถี่คลื่น 160 MHz
นอกจากความต่างในเรื่องของคลื่นที่ได้กล่าวไปแล้ว ยังมีอีกสิ่งที่ต่างกัน นั่นคือรูปแบบการเข้ารหัสข้อมูลเพื่อจับใส่มากับคลื่นพาหะหรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่าการ modulation ซึ่งใน 802.11ac จะมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยเปลี่ยนมาใช้ 256-QAM แทน 64-QAM ที่ใช้ใน 802.11n และยังมีเรื่องรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากที่ 802.11ac มีการพัฒนาขึ้น แต่คาดว่าเราคงไม่ค่อยได้สนใจเพราะมันไม่ค่อยอยู่ในชีวิตประจำวันซักเท่าไร ดังนั้นขอข้ามไปนะครับ เดี๋ยวจะกลายเป็นเล็กเชอร์วิชา Network ไปซะก่อน
ซึ่ง 802.11ac นี้ เราน่าจะได้พบกับมันพร้อมอุปกรณ์ในช่วงกลางค่อนไปทางปลายปีหน้านู่นเลย ดังนั้นไม่ต้องงรีบร้อน ใครมีแผนจะซื้ออุปกรณ์ใช้งาน WiFi 802.11n อยู่แล้วละก็ ซื้อไปได้เลยครับ เพราะกว่า 802.11ac จะเป็นที่นิยมก็อีกนานโขอยู่ทีเดียว
ข้อมูล : Computer World, Wikipedia


